Øการอธิฐานเป็นสิ่งที่คริสเตียนควรทำอย่างสม่ำเสมอเพราะเป็นเสมือนการที่เราได้พูดคุยกับพระเจ้าได้บอกปัญหาของเราขออภัยต่อบาปที่เราทำหรือขอให้พระองค์ช่วยเหลือและนำทางเราหลายๆคนที่ไม่เคยได้สัมผัสพลังของการอธิฐานก็คงจะไม่เข้าใจว่าแค่เราอธิฐานต่อพระเจ้าจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆให้กับเราได้อย่างไรØการจะอธิบายการอธิฐานในเชิงของวิทยาศาสตร์ต้องเริ่มตั้งแต่ในสมองของคนเราที่มีน้ำหนักประมาณ 1.4 กิโลกรัมโดยเมื่อเราเริ่มกระบวนการคิดหรืออธิฐานก็จะเกิดกระแสประสาทหรือกระแสไฟฟ้าขึ้นในสมองซึ่งจากกฎของเออร์สเตดที่พบว่าเมื่อมีกระแสไฟฟ้า ( I ) เกิดขึ้นก็จะเกิดสนามแม่เหล็ก ( B ) ขึ้นรอบๆและจากทฤษฎีของแมกซ์เวลล์ที่กล่าวว่าเมื่อสนามแม่เหล็กในบริเวณหนึ่งเปลี่ยนแปลงก็จะเหนี่ยวนำทำให้เกิดสนามไฟฟ้า ( E ) ในระนาบที่ตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงและสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงก็จะเหนี่ยวนำทำให้เกิดสนามแม่เหล็กในระนาบที่ตั้งฉากกับสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันไปทุกที่ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสมองของเราได้เรียกว่าคลื่นความคิดโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นตามขวางประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กไม่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่มีความเร็วเท่ากับความเร็วของแสงและมีพลังงาน ( E ) ส่งผ่านออกไปในรูปของคลื่นโดยมีสมการตามสมมติฐานของพลังค์ E = hfโดย h เป็นค่าคงตัวของพลังค์และ f เป็นความถี่Øจากนั้นจากทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ที่กล่าวว่าพลังงานสามารถเปลี่ยนเป็นมวลได้และมวลก็สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้และจากกฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตันที่กล่าวว่าวัตถุทั้งหลายจะออกแรงดึงดูด ( F ) ซึ่งกันและกันโดยขนาดของแรงดึงดูดระหว่างวัตถุคู่หนึ่งจะแปรผันตรงกับผลคูณระหว่างมวล ( m ) ของวัตถุทั้งสองและแปรผกผันกับกำลังสองของระยะทาง ( R ) ระหว่างวัตถุทั้งสองนั้นØดังนั้นเมื่อเราตั้งใจอธิฐานอย่างจริงจังก็จะทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมามากกว่าปกติซึ่งจะทำให้เกิดแรงดึงดูดสิ่งต่างๆที่เราคิดเข้ามาหาเราได้เพราะทุกสิ่งในจักรวาลก็ล้วนเกิดจากพลังงานซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นมวลได้ยกตัวอย่างเช่นในบางครั้งเมื่อเราถูกจ้องมองนานๆเราก็จะรู้สึกได้ว่ามีคนแอบมองอยู่Øและอธิบายเพิ่มเติมได้จากปรากฏการณ์การสั่นพ้องซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีแรงกระทำให้วัตถุสั่นหรือแกว่งโดยที่ความถี่ ( f ) ของแรงที่ทำให้วัตถุสั่นหรือแกว่งเท่ากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุนั้นทำให้วัตถุสั่นมากที่สุดเมื่อเทียบกับการสั่นด้วยความถี่อื่นๆเช่นการแกว่งชิงช้าถ้าเราออกแรงแกว่งชิงช้า 1 ครั้งชิงช้าก็จะแกว่งกลับไปกลับมาด้วยความถี่ธรรมชาติค่าหนึ่งจนหยุดแต่ถ้าทุกครั้งที่ชิงช้าแกว่งกลับมาแล้วเราออกแรงผลักใหม่ทุกครั้งด้วยความถี่เท่ากับความถี่ของการแกว่งก็จะทำให้ชิงช้านี้แกว่งแรงขึ้นกว่าปกติหรืออีกตัวอย่างหนึ่งเมื่อเราส่งเสียงเข้าไปในท่อก็จะเกิดเสียงดังขึ้นมากกว่าปกติเนื่องจากความถี่ที่พูดเท่ากับความถี่ธรรมชาติของอนุภาคอากาศในท่อพอดีดังนั้นเมื่อความถี่จากคลื่นความคิดของเราไปตรงกับความถี่ธรรมชาติของสิ่งที่เราต้องการก็จะทำให้เกิดการสั่นพ้องขึ้นทำให้เรารับรู้สิ่งที่เราต้องการได้ชัดเจนกว่าปกติและดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาหาเราในรูปแบบต่างๆ
:)